5 ปัจจัย “สิงห์บลูส์” คืนฟอร์มโหด

เชลซี จากออกสตาร์ตกระท่อนกระแท่น อยู่ดีๆ ฟอร์มเทพชนะรัวๆ แถมเกมรับเหนียวเฉย
5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

5 ปัจจัย “สิงห์บลูส์” คืนฟอร์มโหด / เกื้อบ้านไกล

ด้วยการทุ่มเงินมากที่สุดในซัมเมอร์นี้ การย้ายเข้ามาของสตาร์ดังอย่าง ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ์ รวมถึง ติอาโก้ ซิลวา แน่นอนว่าเป้าหมายของ เชลซี ในซีซั่นนี้ไม่ใช่แค่ติดท็อปโฟร์อีกต่อไป

ความท้าทายของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่เอาตัวรอดได้ดีในฤดูกาลแรกที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ถูกขยายความคาดหวังเพิ่มมากขึ้น คืออย่างน้อยๆ “สิงห์บลูส์” ควรก้าวขึ้นไปเป็นผู้ท้าชิงของ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ชนิดต้องสมศักดิ์ศรี

ทว่าออกสตาร์ตฤดูกาลผลงานกลับไม่เป็นดังหวัง 6 เกมแรก เชลซี ชนะแค่ 2 เกมในพรีเมียร์ลีก ขณะที่ฟุตบอลถ้วยเล็กอย่าง คาราบาว คัพ ก็ร่วงตกรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังแพ้จุดโทษ สเปอร์ส

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เข้าเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ลูกทีมของ “แลมพ์” ขยับผลงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ 4 เกมหลังสุดนับรวมทุำกรายการพวกเขาชนะรวด และเสียไปเพียงประตูเดียวจาก 6 เกมหลังสุดด้วย

อะไรที่แรงผลักดันให้ เชลซี กลับมาเป็น “สิงโตจอมดุ” วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าแฟนบอลพันธ์ฺแท้น่าจะเห็นด้วยได้ไม่ยากเลย

5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

แก้เกมรับด้วยแข้งใหม่

การเสียถึง 54 ประตูในฤดูกาลก่อนแน่นอนว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด เองก็เห็นปัญหาดังกล่าว ซึ่งเจ้าตัวก็จัดการแก้ไขด้วยการหาแข้งใหม่มาเสริมทีมถึง 3 ราย ทว่าทั้ง ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชิลเวลล์ มีปัญหาร่างกายทำให้พลาดช่วงแรก ส่วน เอดูอาร์ เมนดี้ กว่าจะปิดดีลได้ก็เกือบวันสุดท้ายของตลาดซื้อขาย

ทำให้ 3-5 เกมแรกพวกเขายังต้องใช้ของเดิม ซึ่งผลงานโดนยิงถึง 9 ประตูคงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าน่าผิดหวังแค่ไหน ความผิดพลาดส่วนบุคคลคือเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่หาย โดยเฉพาะ เกปา ที่มีส่วนถึง 3 ประตูที่มาจากความผิดของเขาล้วนๆ

ทว่าทุกอย่างถูกแก้ไขดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตัวใหม่ทะยอยลงสนาม โดยเฉพาะ เมนดี้ ที่เข้ามาทำให้เพื่อนๆ อุ่นใจขึ้นเยอะ การยืนตำแหน่งดี ลีลาการเซฟเยี่ยม รวมๆ แล้วลงสนาม รวมๆ แล้วลงสนาม 8 เกมเสียไปแค่ 2 ประูตู เก็บคลีนชีตได้ถึง 6 นัด

ด้าน ติอาโก้ ซิลวา ที่โดนรับน้องตั้งแต่เกมแพ้ ลิเวอร์พูล จนหลายคนห่วงว่าในช่วงท้ายอาชีพเจ้าตัวจะไหวหรือไม่กับพรีเมียร์ลีก ทว่าก็พิสูจน์แล้วว่าเขายังเตะปี๊ปไหวอยู่ แถมช่วยยกระดับ เคิร์ท ซูม่า ให้กับมาเล่นดีแบบผิดหูผิดตา เบน ชิลเวลล์ ไม่ต้องพูดถึง เด่นทั้งรุกและรับ ทำไปแล้ว 2 ประตู 2 แอสซิสต์

5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

ซิเย็ค เพลย์เมกเกอร์ตัวจริง

ซีซั่นนี้ต้องบอกว่า เชลซี เสริมเกมรุกได้น่าสนใจมากๆ ฮาเวิร์ตซ์, แวร์เนอร์ และ ซิเย็ค คือตัวท็อปที่ทำผลงานได้ดีในลีกตัวเอง รวมถึงฟุตบอลสโมสรยุโรป ทว่าดาวเตะทีมชาติโมร็อกโก ดวงไม่ดี มาเจ็บช่วงปรีซีซั่นทำให้ต้องพลาดลงสนามไปถึง 6 เกม

ส่วน แวร์เนอร์ กับ ฮาเวิร์ตซ์ เห็นชัดเจนเลยว่ามีปัญหาในการปรับตัว ทำให้ช่วงแรกๆ แลมพาร์ด ต้องลองผิดลองถูกทั้งระบบ ทั้งตำแหน่งการยืนของผู้เล่นต่างๆ มันเลยทำให้ทีมดูไม่ไหลลื่นอย่างที่แฟนบอลคาดหวัง

ทว่าการหายเจ็บกลับมาของ ซิเย็ค กลับเป็นฟันเฟืองที่ทีมตามหา เป็นสำรอง 3 เกมแรกยังไม่เห็นผลเท่าไรเพราะทีมเสมอรวด แต่พอได้สตาร์ตตัวจริงในเกมถล่ม คราสโนดาร์ เจ้าตัวก็แผลฤทธิ์ทำไปให้ 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ และทีมชนะรวดทั้ง 4 เกมที่เขาเริ่มต้นตั้งแต่นาทีแรก

บทบาทของ ซิเย็ค ตอนนี้คล้ายๆ กับที่ ฮาเมส โรดริเกวซ กำลังทำอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน คือเป็นหัวใจเกมรุกของทีม เป็นตัวเซ็ตเกมรุก เป็นตัวทำเกม บอลครอสจากขวาที่แม่นยำของเขากลายเป็นอาวุธใหม่ที่ เชลซี ในยุคของ แลมพาร์ด ไม่เคยมีมาก่อน

5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

4-3-3 อันไหลลื่น

นอกจากการได้คีย์แมนผู้เล่นใหม่ที่ไม่พร้อมในช่วงแรกกลับมา อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชมเชยเลยก็คือการกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ภาพเดิมๆ เราจะุคุ้นชิน 4-2-3-1 หรือ 3-4-3 ซึ่งต้องมีคู่มิดฟิลด์ตัวกลางเสมอ

ไม่ว่าจะเป็น จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ มาเตโอ โควาซิซ จะสลับกันเป็นตัวจริงแล้วแต่ความเหมาะสม แต่นับตั้งแต่เกมเจอกับ คราสโนดาร์ กุนซืออดีตแข้งเบอร์ 8 ได้ลองให้ทีมเล่นในระบบ 4-3-3 มีตัวรับแค่คนเดียว และให้อิสระมิดฟิลด์อีก 2 คนเล่นเกมรุกอย่างเต็มที่ ผลงานของทีมก็ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา

4 นัดที่ เชลซี ชนะรวดจนถึงตอนนี้คือเล่นในระบบ 4-3-3 ทั้งสิ้น ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นระบบที่ลงตัวที่สุดสำหรับ เชลซี ตอนนี้ เกมรับก็แน่น (เสียลูกเดียว) เกมรุกก็ไหลลื่นยิงกระจาย (ซัดไป 14 ประตู)

5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

แวร์เนอร์ เริ่มมาแล้ว

ตอนที่ แวร์เนอร์ เลือกย้ายมาอยู่กับ เชลซี ถือเป็นข่าวฮือฮาอย่างมาก เพราะเจ้าตัวพิสูจน์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมในบุนเดสลีกา รวมถึงในแชมเปี้ยนส์ลีก กับ ไลป์ซิก ที่สำคัญตอนแรกทุกคนคาดการณ์ว่าเจ้าตัวน่าจะย้ายไปอยู่กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ ลิเวอร์พูล มากกว่า

การมาของ แวร์เนอร์ ถูกคาดหวังไว้สูงมาก เพราะผลงานของ แทมมี่ อบราฮัม กับ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ยังไม่น่าพอใจนักในซีซั่นที่ผ่านมา และไม่แปลกเลยที่ แลมพาร์ด จะให้หัวหอกชาวด๊อยซ์ ออกสตาร์ตตัวจริงตั้งแต่แรก ทว่านัดแรกผ่านไป นัดสอง นัดสาม นัดสี่ค่อนๆ ผ่านไป เจ้าตัวกลับยิงประตูแรกไม่ได้สักที

ทำให้หลายคนวิจารณ์หนักว่าอาจไปไม่รอด แต่งานนี้นายใหญ่ สิงห์บลูส์ ก็ยังคงเป็นป๋าดันให้โอกาสทุกนัด จับเล่นหน้าเป้าบ้าง เล่นหน้าฝั่งซ้ายบ้าง ในที่สุดก็ยิงประตูแรกในเกมลีก คัพ กับ เชลซี และมาเบิ้ลอีก 2 ตุงในเกมเจอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน

และนับตั้งแต่ ซิเย็ค กลับมาด้วย ฟอร์มของ แวร์เนอร์ ก็ดียิ่งขึ้นไปอีก นับถึงเวลานี้ยิงไปแล้ว 8 ประตู (จุดโทษ 3 ลูก) กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 12 เกมนับรวมทุกรายการ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ขี้เหร่เลย

5 ปัจจัย "สิงห์บลูส์" คืนฟอร์มโหด

หน้าเป้าต้อง แทมมี่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพูดถึงเลยก็คือการกลับมาเป็นตัวจริงในตำแหน่งหน้าเป้าของ แทมมี่ อบราฮัม ที่ทำให้เกมรุกของ เชลซี ดูกลมกล่อมมากขึ้น เพราะหัวหอกทีมชาติอังกฤษ มีความได้เปรียบเรื่องรูปร่างที่สูงใหญ่ พักบอลได้ดี แถมกดดันลูกกลางอากาศได้มากกว่าตอนที่ แวร์เนอร์ เล่นในตำแหน่งเบอร์ 9

ยิ่งตอนนี้เกมริมเส้น เชลซี กำลังทำได้ดี ซ้ายมี ชิลเวลล์ ที่เติมสูงตลอด ขณะที่ขวา ซิเย็ค ก็เปิดแม่น แถมมี รีช เจมส์ ค่อยสอดทะลุถึงเส้นหลังเรื่อยๆ ดังนั้น แทมมี่ ดูเป็นตัวเลือกที่ดีมาก และ แลมพาร์ด ก็เห็นจุดนี้สังเกตได้จาก 3 เกมหลังสุดที่ แทมมี่ ได้สตาร์ตตัวจริงร่วมกับ ซิเย็ค และ แวร์เนอร์ มาตลอด

เช็กผลงานก็ถือว่าทำได้ดี 4 เกมหลังสุดมีส่วนกับประตูทุกนัด ไม่ยิง ก็จ่ายให้เพื่อน รวมๆ แล้ว เจ้าตัวยิงไป 4 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ ทั้งๆ ที่ได้ออกสตาร์ตตัวจริงแค่ 6 เกมเท่านั้น

และนี่ก็คือ เคนรอแซง : 5 ปัจจัย “สิงห์บลูส์” คืนฟอร์มโหด

สปอร์ตพูลออนไลน์ เจาะลึกทุกสนาม ตามติดทุกลีก ติดตามผลบอล วิเคราะห์บอล สปอร์ตพูล

ติดตามเพจ facebook Sportpool