สิงห์-เรือไม่ใช่คู่แรก : 7 นัดชิง UCL ชาติเดียวกันดวลกันเอง

โหมโรงก่อนนัดชิง ยูซีแอล 2020-21 นี่คือคู่ที่ 8 ที่ชาติเดียวกันเข้ามาชิงกันเองในรายการนี้
สิงห์-เรือไม่ใช่คู่แรก : 7 นัดชิง UCL ชาติเดียวกันดวลกันเอง

สิงห์-เรือไม่ใช่คู่แรก : 7 นัดชิง UCL ชาติเดียวกันดวลกันเอง

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2020-21 ใกล้เดินทางมาถึงบทสรุปแล้ว เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะดวลกับ เชลซี ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้

นี่ถือเป็นการดวลกันระหว่าง 2 ทีมดังจากเกาะอีกครั้ง และเป็นนัดชิงอีกครั้งระหว่างสโมสรจากชาติเดียวกัน และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในยุคที่ใช้ชื่อเก่าอย่าง ยูโรเปี้ยน คัพ แต่หลังจากที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 1992 สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอีก 8 ปีต่อมา

แม้เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่หากนับนัดชิงครั้งล่าสุดก็มีสโมสรจากลีกเดียวกันเข้าชิงรวมกันแล้ว 8 ครั้ง แต่ว่า 7 ครั้งก่อนหน้านี้ มีชาติไหน ติดตามกันได้ผ่านบทความนี้

เรอัล มาดริด พบ บาเลนเซีย | ฤดูกาล 1999-2000

นี่เป็นครั้งแรกใน แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงประวัติศาสตร์ของนัดชิงในถ้วยยุโรประดับสโมสรที่ทีมจากชาติเดียวกันชิงชัยกันเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ เรอัล มาดริด ที่เข้ารอบชิงหนนี้เป็นครั้งที่ 11 กับ บาเลนเซีย ผู้ท้าชิงหนแรก ในปี 2000 ณ สนาม สต๊าด เดอ ฟร็องช์ ในฝรั่งเศส

‘ราชันชุดขาว’ ของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ได้ประตูขึ้นไปก่อนจาก เฟร์นานโด้ มอริเอนเตส ช่วงท้ายครึ่งแรก ขณะที่ทีม ‘ค้างคาว’ ของ เอ็คตอร์ กูเปร์ ไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งได้เลย ก่อนที่ ประตูของ สตีฟ แม็คมานามาน และ ราอูล กอนซาเลซ ในครึ่งหลังจะการันตีแชมป์ยุโรปสมัยที่ 8 ของสโมสรหลังสิ้นเสียงนกหวีด

เอซี มิลาน พบ ยูเวนตุส | ฤดูกาล 2002-03

ในฤดูกาลนั้น มีสโมสรจาก อิตาลี ถึง 3 ทีมในรอบตัดเชือก และกลายเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่อดเข้าชิงที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังพ่ายต่อ เอซี มิลาน อริร่วมเมือง ที่เข้าไปพบกับ ยูเวนตุส คู่แข่งตัวฉกาจอีกรายใน กัลโช่ เซเรียอา

เกมจบลงด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ตลอด 120 นาที จนต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ  แม้ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ กับ คาค่า คาลัดเซ่ จะยิงพลาดในฝั่ง ‘รอสโซเนรี่’ แต่ ‘เบี่ยงโคเนรี่’ กลับเป็นฝ่ายที่ยิงพลาดมากกว่า ทั้ง ดาวิด เทรเซเกต์, มาร์เซโล่ ซาลาเยต้า กับ เปาโล มอนเตโร่ ก่อนที่ อังเดร เชฟเชนโก้ จะยิงปิดกล่องให้ มิลาน ได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์ไปครอง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เชลซี | ฤดูกาล 2007-08

‘ปีศาจแดง’ เป็นฝ่ายได้ประตูไปก่อนจากนัดชิงในกรุงมอสโก จากลูกโหม่งของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็มายิงตีเสมอให้กับ เชลซี ได้ช่วงท้ายครึ่งแรก แม้ทีมจาก ลอนดอน ต้องเสีย ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ที่โดนใบแดงไล่ออกไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ยังไม่มีประตูเกิดขึ้นจนต้องดวลจุดโทษตัดสินกัน

ดราม่าก็บังเกิดขึ้น เมื่อ โรนัลโด้ ที่โดดเด่นมาตลอดในช่วง 120 นาที กลับยิงไปติดเซฟของ ปีเตอร์ เช็ค แต่ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมเชลซี กลับทำโอกาสคว้าแชมป์หลุดมือไปแบบไม่มีใครคาดคิด หลังลื่นจนยิงไปชนเสา หลังจากนั้นเป็นต้นมา โมเมนท์ตัม ก็มาที่ฝั่งอยู่ ยูไนเต็ด ก่อนที่ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ จะเซฟลูกยิงของ นิโคลาส์ อเนลก้า ในช่วงซัดเดน เดธ ช่วยให้ แมนยู คว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้ง 3

บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ | ฤดูกาล 2012-13

แม้ บาเยิร์น มิวนิค จะคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า โดยทำแต้มทิ้งห่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถึง 25 แต้ม แต่พลพรรค ‘เสือเหลือง’ ก็ฝ่าฟันอุปสรรคจนมาดวลกับ ‘เสือใต้’ ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2013 ได้

มาริโอ มานด์ซูคิช กดประตู ให้ บาเยิร์น ขึ้นนำไปก่อน ช่วงนาทีที่ 60 แต่ อิลคาย กุนโดกัน ก็ยิงจุดโทษให้ ดอร์ทมุนด์ ตีเสมอในเวลาต่อมา ทว่าสุดท้ายก็เป็นทีมของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่เด็ดขาดกว่า เมื่อ อาร์เยน ร็อบเบน กดประตูชัยในช่วงท้ายให้ยอดสโมสรจากแคว้น บาวาเรีย คว้าแชมป์ยุโรปไปครองเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี

เรอัล มาดริด พบ แอตเลติโก้ มาดริด | ฤดูกาล 2013-14

เพียง 1 สัปดาห์หลังคว้าแชมป์ลาลีก้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็พา แอตเลติโก้ มาดริด เข้าไปชิงบอลยุโรปที่ กรุงลิสบอน และเป็นออกนำ เรอัล มาดริด คู่อริร่วมเมืองไปก่อนจาก ลูกโหม่งของ ดีเอโก้ โกดิน แต่ เซร์คิโอ้ รามอส ก็ตีเสมอให้ ‘โลส บลังโกส’ ในช่วง 3 นาทีสุดก่อนทดเวลา

หลังจากนั้น ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ก็เป็นฝ่ายที่ดีกว่าชัดเจน และได้ 3 ประตูรวดในช่วงต่อเวลาพิเศษจาก แกเร็ธ เบล, มาร์เซโล่ และ จุดโทษของ โรนัลโด้ ช่วยให้ ‘ราชันชุดขาว’ คว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นสมัยที่ 10

เรอัล มาดริด พบ แอตเลติโก้ มาดริด | ฤดูกาล 2015-16

ผ่านไป 2 ปี แอตเลติโก้ มาดริด ก็เข้าชิงบอลยุโรปอีกครั้งที่ มิลาน แต่ก็ต้องพบ เรอัล มาดริด คู่แข่งร่วมเมืองที่พวกเขาพ่ายไปเมื่อครั้งก่อนอีกหน โดย รามอส ยิงให้ ให้มาดริดขึ้นไปก่อน แต่ ยานนิค การ์รัสโก้ ก็ยิงประตูตีเสมอให้ ‘ตราหมี’ ยังมีหวังอยู่

เกมเดินทางไปถึงช่วงดวลจุดโทษตัดสิน แต่เป็นฝ่าย ‘โลส บลังโกส’ ที่ยิงได้เด็ดขาดแม่นยำกว่า คว้าแชมป์ยุโรปไปครองอีกสมัย ส่วน แอตฯ มาดริด ก็ต้องผิดหวังในนัดชิงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พบ ลิเวอร์พูล | ฤดูกาล 2018-19

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เข้าชิงฟุตบอลยุโรปได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ แต่ก็ส่อแววพบความผิดหวังตั้งแต่ไม่ถึงนาทีแรกของเกม เมื่อ มุสซ่า ซิสโซโก้ ทำแฮนด์บอลในกรอบทำให้ทีมเสียจุดโทษ ก่อนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะกดประตูให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำไป

แม้ ‘ไก่เดือยทอง’ จะบุกหวังทำประตูมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ผ่านแนวรับของ ‘หงส์แดง’ ที่มี เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เป็นแกนหลัง ก่อนจะโดนเพิ่มอีกลูกช่วงท้ายเกมจากตัวสำรองอย่าง ดีว็อค โอริกี้ และช่วยให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ลบล้างความผิดหวังที่พ่ายต่อ เรอัล มาดริด ในฤดูกาลก่อน ด้วยการคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ในปี 2019 มาครองสมใจ

และนี่ก็คือ สิงห์-เรือไม่ใช่คู่แรก : 7 นัดชิง UCL ชาติเดียวกันดวลกันเอง

สปอร์ตพูลออนไลน์ เจาะลึกทุกสนาม ตามติดทุกลีก ติดตามผลบอล Fantasy Premier League ไทย