5 หลักกิโล บนเส้นทาง 800 เกม ของ เชสก์ ฟาเบรกาส

ผู้ฉายแสงตั้งแต่อายุแค่16 ปี และโลดแล่นบนฟลอร์หญ้ามานานเกือบ 2 ทศวรรษ
5 หลักกิโล บนเส้นทาง 800 เกม ของ เชสก์ ฟาเบรกาส

ผู้ฉายแสงตั้งแต่อายุแค่16 ปี และโลดแล่นบนฟลอร์หญ้ามานานเกือบ 2 ทศวรรษ

5 หลักกิโล บนเส้นทาง 800 เกม ของ เชสก์ ฟาเบรกาส / ออฟไซด์

ในโลกของธุรกิจฟุตบอล นอกจากการทุ่มเงินซื้อซูเปอร์สตาร์มาประดับทีมแล้ว การขับเคี่ยวแย่งชิงเพชรเม็ดงามอายุน้อยก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าการได้ปลุกปั้นดาวรุ่งสักคนขึ้นมาเป็นสตาร์ลูกหนังนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะนอกจากการฝึกซ้อมอันเข้มข้นแล้ว ทัศนคติของนักเตะก็มีส่วนสำคัญอย่างมากเช่นกันในการต่อยอดสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น

การก้าวขึ้นมาของ เชสก์ ฟาเบรกาส ช่วงปี 2003 จึงเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับแฟนบอลในยุคนั้น เพราะเจ้าหนูหุ่นบอบบางรายนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และวิสัยทัศน์อันน่าทึ่ง แถมอยู่ภายใต้การเจียระไนของยอดโค้ชอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเซนส์บอลและความเข้าใจเกม จะเรียกว่าเป็นกองกลางที่ครบเครื่องมากที่สุดคนหนึ่งของโลกก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม หลังกรำศึกหนักบนฟลอร์หญ้าที่รักมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ใครบางคนอาจหลงลืมไปแล้วว่า ฟาเบรกาส เพิ่งมีอายุ 33 ปี เท่านั้น และยังคงกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองบนเวทีการแข่งขันระดับสูง พิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขานั้นควรค่าแก่การได้รับคำชมเชยในฐานะยอดนักเตะคนหนึ่งของยุค จากความสำเร็จเกือบทุกรายการตลอดชีวิตการค้าแข้งมากกว่า 800 เกม

1. แจ้งเกิดที่อาร์เซนอล

1. แจ้งเกิดที่อาร์เซนอล

ท่ามกลางดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมากมายในศูนย์ฝึกฟุตบอลลา มาเซีย อันเลืองชื่อ อาทิเช่น ลิโอเนล เมสซี่, เคราร์ด ปีเก้, มาร์ก วาเลียนเต้ และ บิคตอร์ บาซเกซ หนึ่งในเด็กหนุ่มที่โดดเด่นที่สุดมีชื่อว่า ฟาเบรกาส ผู้ซึ่งทำหน้าที่คุมเกมกลางสนามช่วยให้เด็กนรกแตกของ บาร์เซโลน่า กวาดชัยชนะมาครองได้แทบทุกนัดที่ลงทำการแข่งขัน เรียกได้ว่าพวกเขาสร้างตำนานตั้งแต่ยังไม่ก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม การอยู่กับหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดของโลกทำให้โอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่น้อยลงไปด้วย นั่นทำให้ ฟาเบรกาส เลือกที่โบกมืออำลาในปี 2003 เพื่อย้ายไปตามล่าหาความฝันครั้งใหม่บนเกาะอังกฤษ สถานที่ที่ เวนเกอร์ กุนซืออาร์เซนอล ให้คำมั่นสัญญาว่าเขาจะมีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ และได้เล่นร่วมกับยอดนักเตะอย่าง ปาทริค วิเอร่า, กิลแบร์โต้ ซิลวา และ เอดู ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเด็กวัย 16 ปี มันคือข้อเสนอที่ยากจะตอบปฏิเสธ

ภายใต้การปลุกปั้นของ เวนเกอร์ เส้นทางนักเตะของ ฟาเบรกาส พุ่งแรงชนิดที่ว่าเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ แถมการได้เรียนรู้จากยอดมิดฟิลด์ตัวตัดเกมแห่งยุคอย่าง วิเอร่า กับ กิลแบร์โต้ รวมไปถึงกองกลางเชิงสูงอย่าง เอดู ก็ทำให้เขากลายเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องจนยากที่ใครจะหยุดยั้ง กระทั่งได้รับโอกาสเป็นคีย์แมนหลักของทีมในวัยแค่ 17 ปี เท่านั้น เมื่อ วิเอร่า เกิดได้รับบาดเจ็บหนักต้องพักยาว

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาหลังจากนั้นของ อาร์เซนอล กลับไม่รุ่งโรจน์อย่างที่หวัง สวนทางกับฝีเท้าของ ฟาเบรกาส ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาล ความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2005/06 ให้แก่อดีตต้นสังกัดอย่าง บาร์เซโลน่า ยังตามหลอกหลอนเจ้าตัวเสมอ สุดท้าย เชสก์ ก็หมดความท้าทายในสีเสื้อ “ปืนใหญ่” และล้มเลิกความตั้งใจที่จะนำสโมสรกลับไปสร้างประวัติศาสตร์ไร้พ่าย เหมือนเมื่อครั้งแรกที่เจ้าตัวได้เห็นด้วยตาของตัวเองบนวัยเพียง 16 ปี

“ในฐานะกัปตันทีมผมต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลตลอดเวลา หน้าที่ของผมคือการนำทีมคว้าแชมป์ แต่ในขณะที่ผมร้องไห้เสียใจกับความพ่ายแพ้ เพื่อนนักเตะบางคนกลับไม่แยแสต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขายังหัวเราะกันสนุกสนานและพูดถึงการออกไปเที่ยวต่อ หัวใจของผมบอกว่ารับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมต้องการคนรอบตัวที่มีชีวิตอยู่เพื่อฟุตบอล ไม่ใช่แค่เล่นฟุตบอล” ฟาเบรกาส ย้อนความหลังเมื่อครั้งย้ายออกจาก อาร์เซนอล

2. กลับบ้านเก่าที่บาร์เซโลน่า

2. กลับบ้านเก่าที่บาร์เซโลน่า

หลังจากทำได้แค่แชมป์เอฟเอ คัพ 2004/05 กับอาร์เซนอล ช่วงซัมเมอร์ 2011 ฟาเบรกาส ผลักดันการย้ายทีมอย่างหนัก กระทั่งได้เก็บข้าวของกลับบ้านเกิดไปร่วมทัพ บาร์เซโลน่า ด้วยสนนราคาเพียงแค่ 34 ล้านยูโร พ่วงด้วยการแบ่งค่าเหนื่อย 1 ล้านยูโร/ปี ให้ “ปืนใหญ่” ตลอดระยะเวลา 5 ปี ในสัญญาที่เซ็นไว้ ซึ่งถือว่าถูกมาก เมื่อพิจารณาจากผลงานสร้างสรรค์โอกาส 466 ครั้ง, 92 แอสซิสต์ และ 57 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 304 นัด

แต่สุดท้าย ฟาเบรกาส กลับโดนปรามาศว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวของบาร์เซโลน่า เนื่องด้วยความสำเร็จที่อาจไม่ได้มากมายนักในช่วงเวลา 3 ฤดูกาล ในถิ่นคัมป์ นู (ลา ลีกา, โกปา เดล เรย์, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, สโมสรโลก อย่างละ 1 สมัย, ซูเปอร์โกปา เด เอสปันญ่า 2 สมัย) และการตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ ชาบี เอร์นานเดซ, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และ อันเดรส อินิเอสต้า สุดท้ายจำต้องเก็บข้าวของอำลาทีมไปในช่วงซัมเมอร์ 2014 เพราะไม่เก่งพอเล่นให้ บาร์ซ่า?

ทั้งที่ความเป็นจริงเราต้องไม่ลืมว่า ฟาเบรกาส แสดงผลงานที่เอกอุออกมาภายใต้ตำแหน่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคยอย่าง False 9 แม้ไม่ได้โดดเด่นเท่ากองหน้าอาชีพ แต่สถิติการยิง 43 ประตู กับทำอีก 47 แอสซิสต์ จากการลงสนามรวมทุกราย 151 เกม ก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยมในระดับหนึ่ง แถมต้องทำงานกับกุนซือมากถึง 3 คน ในช่วงเวลา 3 ปี ไล่ตั้งแต่ กวาร์ดิโอล่า, ติโต้ บีญาโนบา ไปจนถึง เกราร์โด้ มาร์ติโน่ หากจะบอกว่าเป็นความล้มเหลวก็คงไม่ถูกนัก

“ผมร้องขอไปยังบาร์เซโลน่าให้มองหาช่องทางในการย้ายทีม ผมได้พูดคุยกับ อันโดนี่ ซูบิซาเรต้า (ผู้อำนวยการกีฬา) และ โฆเซป มาเรีย บาร์โตเมว (ประธานสโมสร) พวกเขาพยายามหยุดการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมยืนกรานหนักแน่นว่าตัดสินใจดีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีเพียงแค่นี้ ไม่ได้มีเหตุผลอย่างอื่นเหมือนที่ใครเอาไปพูด” ฟาเบรกาส กล่าวถึงช่วงเวลาย้ายออกจากคัมป์ นู

3. หวนคืนสู่ลอนดอน

3. หวนคืนสู่ลอนดอน

การประกาศขึ้นบัญชีย้ายทีมของ ฟาเบรกาส ในช่วงซัมเมอร์ 2014 ทำให้เจ้าตัวตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของหลายสโมสรทั่วยุโรป โดย อาร์เซนอล คือตัวเต็งที่คาดกันว่าจะดึงอดีตกัปตันทีมกลับคืนสู่อ้อมอกอีกครั้ง แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็น เชลซี ที่จ่ายเงิน 33 ล้านยูโร กระชากตัว เชสก์ ย้ายข้ามฟากไปสวมเสื้อสีน้ำเงิน ท่ามกลางเสียงด่าทอสาปแช่งของสาวก “ปืนใหญ่” พร้อมตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เวนเกอร์ คือคนที่ตัดสินใจไม่ใช่ออพชั่นเซ็นสัญญากับอดีตลูกรักรายนี้แทน

เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์ของ เวนเกอร์ เมื่อ ฟาเบรกาส ได้กลับมารับบทบาทห้องเครื่องที่ตนเองถนัด ก่อนทำผลงาน 5 ประตู กับ 24 แอสซิสต์ จากการลงสนามรวมทุกรายการ 47 นัด ช่วย “สิงโตน้ำเงินคราม” คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้างสถิติเป็นนักเตะสแปนิชคนแรกที่ยิงได้เกิน 50 ประตู และทำเกิน 100 แอสซิสต์ ในประวัติศาสตร์การแข่งขันพรีเมียร์ลีก แต่นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นวงสวิงอันแกว่งไกวของ เชลซี เมื่อฤดูกาลถัดมาพวกเขาจบอันดับ 10 พร้อมการจากไปของ โจเซ่ มูรินโญ่

เมื่อถึงซีซั่น 2016/17 การเข้ามาของ อันโตนิโอ คอนเต้ กลายเป็นฝันร้ายของ ฟาเบรกาส เมื่อระบบ 3-5-2 ไม่เหลือพื้นที่ตรงกลางให้เขาลงสนาม เพราะต้องเปิดทางให้ตัวตัดเกมอย่าง เนมันย่า มาติช กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ประสานงานกัน ตามแท็กติกเน้นเกมรับของกุนซืออิตาเลียน กลายเป็นว่า เชสก์ โดนลดบทบาทลงไป ก่อนจะใช้เวลาอยู่บนม้านั่งสำรองในยุคของ เมาริซิโอ ซาร์รี่

สุดท้ายด้วยโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงแค่ 1 เกม พร้อมตัวเลือกรองจากรุ่นน้องอย่าง ก็องเต้, จอร์จินโญ่ และ มาเตโอ โควาซิช ทำใฟ้ ฟาเบรกาส ตัดสินใจโบกมืออำลาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไปร่วมทัพ อาแอส โมนาโก ช่วงต้นปี 2019 ฝากผลงาน 22 ประตู กับ 57 แอสซิสต์ ตลอดการลงสนามรวมทุกรายการ 198 นัด พ่วงด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และเอฟเอ คัพ กับลีก คัพ อย่างละ 1 สมัย

“ผมมีอาร์เซนอลเป็นตัวเลือกแรกเสมอ ผมชื่นชมอาร์แซน เวนเกอร์ และเคารพเขาเหมือนพ่อคนหนึ่ง ซึ่งตามออพชั่นในสัญญาพวกเขาจะได้รับการติดต่อจากบาร์เซโลน่าเป็นสโมสรแรก จากนั้นจะมีเวลา 1-2 สัปดาห์ ในการบอกกล่าว ทว่าพวกเขาไม่เคยติดต่อมาหาผมเลย เมื่อได้พูดคุยกับโจเซ่ มูรินโญ่ ผมจึงตัดสินใจย้ายไปเชลซี ผมทราบว่าเชลซีเป็นทีมคู่ปรับ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับผม” ฟาเบรกาส กล่าวถึงการตัดสินใจย้ายร่วมทัพเชลซี

4. ชีวิตบั้นปลายที่โมนาโก

4. ชีวิตบั้นปลายที่โมนาโก

การย้ายมา โมนาโก เปรียบเสมือนการยอมรับสภาพกลาย ๆ ของ ฟาเบรกาส เพราะแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในท็อปลีกยุโรป แต่เราต่างทรากันดีว่าลีก เอิง ฝรั่งเศส มีดีแค่ ปารีส แซงต์ แชร์แมง เท่านั้น สโมสรอื่นเป็นได้แค่ไม้ประดับหรือคู่ซ้อมเท่านั้น โดยเฉพาะ โมนาโก ที่อยู่ในช่วงตกต่ำ หลังใช้จ่ายเกินตัวจนแพแตก อันหมายความว่าเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ของดาวเตะเลือดสแปนิชเต็มไปด้วยดาวรุ่งที่ยังไม่ประสีประสาบนเส้นทางนักเตะอาชีพ

อย่างไรก็ตาม หลังลงสนามรวมแล้วแค่ 37 เกม ตลอด 1 ปีครึ่ง ในถิ่นสต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ดูเหมือนว่าการเข้ามาของ นิโก้ โควัช ในฤดูกาล 2020/21 นี้ จะทำให้ ฟาเบรกาส กลับมาสนุกสนานกับการเล่นฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อได้รับบทบาท Deep-Laying Playmaker ให้ทำหน้าที่ควบคุมเกมกลางสนามในระบบ 4-3-3 แม้เรื่องของสภาพร่างกายอาจต้องใช้เวลาในการรื้อฟื้นสักระยะ เนื่องจากขาดการลงสนามอย่างสม่ำเสมอมานานกว่า 2 ปี แต่ในเรื่องของมันสมอง ชายคนนี้ยังมีพิษสงเสมอ

โดยเฉพาะสำหรับทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งอย่าง โมนาโก พวกเขาทราบดีว่าวิสัยทัศน์, การวางตัว และแนวทางการเล่นของ ฟาเบรกาส ถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่บรรดาดาวรุ่งอนาคตไกลของพวกเขาจะได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ เพราะคงไม่มีใครเป็นไอดอลได้ดีเท่ากับ เชสก์ ในการไต่เต้าเข้าสู่ระบบนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุแค่ 16 ปี ก่อนสวมปลอกแขนกัปตันเมื่อมีอายุแค่ 21 ปี คว้าแชมป์โลกด้วยวัยแค่ 23 ปี และคว้าแชมป์ลีกที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก กับ ลา ลีกา มาแล้ว

“ผมคิดว่าฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันที่อายุ แต่วัดกันที่ประสบการณ์ ผมอาจมีอายุ 32 ปี แต่ก็ผ่านการลงสนามมากกว่า 800 เกม สิ่งที่แตกต่างกันอาจเป็นเรื่องของการฟื้นตัว พวกเด็ก ๆ อาจทำได้ดีกว่า ทว่าผมเองก็ฝึกหนักและพยายามดูแลตัวเองอยู่เสมอ เพราะฟุตบอลคือสิ่งที่ผมรัก และผมจำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้มีดอกาสเล่นฟุตบอลต่อไป” ฟาเบรกาส กล่าวถึงสภาพร่างกายในวัย 33 กะรัต กับสัญญาที่เหลือถึงซัมเมอร์ 2022

5. เปิดใจ เชสก์ กับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

5. เปิดใจ เชสก์ กับช่วงเวลาเลวร้ายในชีวิต

“มันเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผมแยกทางกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเย็นวันอาทิตย์ พ่อโทรบอกผมว่ามีประชุมครอบครัว ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 14 ปี ผมคิดว่าพ่อน่าจะบอกเรื่องแม่ตั้งท้อง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูปกติมาก แต่สุดท้ายผมก็ต้องช็อกเมื่อแม่พูดความจริงออกมา ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกแย่อยู่เลย มันเป็นความเศร้าที่คอยกัดกินจิตใจผมอยู่เสมอ และผมก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้เลย”

“ผมจำได้ว่าหลังจากนั้นวิ่งหนีขึ้นห้องไป และลงมือต่อยกำแพงแบบไม่ยั้ง เพราะผมรู้สึกผิดหวังกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมคาดหวังถึงชีวิตที่มั่นคง แต่ตอนนั้นทุกอย่างพังทลายหมดแล้ว และผมยิ่งรู้สึกหัวเสียมากขึ้นไปอีก เมื่อพี่สาวผมเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่กำลังบอก มันกลายเป็นปัญหาของผมคนเดียว ฟุตบอลจึงกลายเป็นเครื่องมือในการลืมปัญหาทั้งหมด และมีความสุขกับตัวเอง ที่ผมบอกว่าฟุตบอลคือชีวิตทั้งหมดของผม นั่นคือเรื่องจริง”

“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าตัวเองคงรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อถึงเวลาแขวนสตั๊ดอำลาสนาม เพราะที่ผ่านมาผมใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตหมดไปกับการเตรียมความพร้อมลงสนาม แต่ผมเองก็คงไม่หนีฟุตบอลไปไหน งานโค้ชคือสิ่งที่ผมอยากทำในอนาคต แน่นอนว่าผมจะทำมัน กระนั้นตอนนี้ผมยังไม่อยากคิดถึงมัน เพราะผมยังมีเกมให้ต้องลงสนาม”

นี่คือ 5 หลักกิโล บนเส้นทาง 800 เกม ของ เชสก์ ฟาเบรกาส

หากท่านชื่นชอบบทความของเรา ติดตามได้ที่ สปอร์ตพูลออนไลน์ ข่าวฟุตบอล วงการกีฬาไทย และต่างประเทศ วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอลชุด เซียนสเต็ป