10 โมเมนต์น่าจดจำของ แกเร็ธ เบล กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเกาะอังกฤษไปเขย่าเวทีลูกหนังโลก
10 โมเมนต์อันน่าจดจำของ แกเร็ธ เบล กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 1

ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเกาะอังกฤษไปเขย่าเวทีลูกหนังโลก

10 โมเมนต์น่าจดจำของ แกเร็ธ เบล กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ / ออฟไซด์

สุดท้ายก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ บรรลุข้อตกลงกับ เรอัล มาดริด ในการเซ็นสัญญายืมตัว แกเร็ธ เบล กลับคืนสู่กรุงลอนดอน โดยยอมแบกรับค่าเหนื่อย 40% ของสตาร์ทีมชาติเวลส์ ตลอดฤดูกาล 2020/21 หรือกว่า 260,000 ปอนด์/สัปดาห์ มากกว่าสตาร์ดังประจำทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน ที่รับอยู่ 200,000 ปอนด์/สัปดาห์

เรื่องดังกล่าวถือเป็นการยุติชีวิตในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงตลอด 24 เดือนที่ผ่านมา และถือเป็นการหวนกลับคืนสู่อ้อมอกของ “ไก่เดือยทอง” ครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ หรือ 105 ล้านยูโร ช่วงซัมเมอร์ 2013 ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้น พร้อมฝากสถิติเอาไว้มากมายบนแผ่นดินกระทิงดุ แต่น่าเสียดายที่กลับไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่ควรจะเป็น

…และนี่คือ 10 โมเมนต์อันน่าจดจำของ แกเร็ธ เบล กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

10. ประตูแรกในสีเสื้อสเปอร์ส

หลังจากจรดปากกาเซ็นสัญญายาว 4 ปี ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตัน มาร่วมทัพ สเปอร์ส ด้วยสนนราคารวม 10 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2007 เด็กหนุ่มจากคาร์ดิฟฟ์ ก้าวมายึดตำแหน่งตัวจริงในทีมของ มาร์ติน โยล ได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งเบิกสกอร์แรกในสีเสื้อ “ไก่เดือยทอง” ในเดือนกันยายน ด้วยการรับบอลจาก ร็อบบี้ คีน หลุดไปซัดผ่านมือ อันติ นีมี่ เป็นประตูนำ 3-1 แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายโดน ฟูแล่ม ไล่ตามตีเสมอ 3-3 

อย่างไรก็ตาม ในเกมถัดมาที่ต้องเปิดไวท์ ฮาร์ท เลน รับมืออริร่วมกรุงลอนดอน อย่าง อาร์เซนอล เจ้าหนูเบลก็กลายเป็นขวัญใจของสาวก “ไก่เดือยทอง” เมื่อปั่นฟรีคิกสุดสวยช่วยให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 15 ทว่าน่าเสียดายที่ สเปอร์ส ไม่อาจต้านทานแนวรุกอันเอกอุของ “ปืนใหญ่” ชุดนั้นได้ไหว สุดท้ายตกเป็นฝ่ายพ่ายคาบ้าน 1-3 พร้อมฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ โยล กระเด็นพ้นเก้าอี้กุนซือ พร้อมโดนแทนที่ด้วย ฆวนเด้ รามอส

9. ชัยชนะนัดแรกในสีเสื้อสเปอร์ส

แม้จะเริ่มต้นด้วยฟอร์มอันร้อนแรงจนเป็นที่รักของสาวก “ไก่เดือยทอง” แต่เอาเข้าใจเมื่อพิจารณาผลงานโดยรวมของทีม พบว่ายามที่ เบล มีส่วนร่วมกับ สเปอร์ส ไม่ว่าตัวจริงหรือตัวสำรอง พวกเขากลับไม่สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้เลย จนแอบสงสัยไม่ได้ว่าบางทีเด็กหนุ่มอาจคาร์ดิฟฟ์อาจไม่ถูกโฉลกกับการใช้ชีวิตในกรุงลอนดอนก็เป็นได้ ถึงขนาดมีข่าวลือว่าส่อโดนโละทิ้งให้ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ยักษ์หลับในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ

กระทั่งการมาของพ่อมดขาว แฮร์รี่ เรดแนปป์ ฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส ที่เคยตกต่ำ กลับถูกปลุกคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นสโมสรที่กลับมามีลุ้นโควตาไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งก็เป็นในช่วงเวลานี้เองที่ เบล มีโอกาสลิ้มรสชัยชนะหนแรกในสีเสื้อ “ไก่เดือยทอง” เมื่อลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งเวลาหลัง ช่วยทีมเปิดบ้านไล่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ เละเทะ 5-0 สิ้นสุดช่วงเวลารอคอยชัยชนะนานกว่า 2 ปี

8. คีย์แมนสู่การคว้าตั๋ว UCL หนแรก

หลังปลดล็อกคว้าชัยชนะหนแรกในสีเสื้อ “ไก่เดือยทอง” ได้ เบล กลายเป็นเหมือนพยัคฆ์ติดปีกในแคมป์สเปอร์ส ก่อนจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้สโมสรคว้าตั๋วไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หนแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อซัดประตูชัยใส่อริร่วมกรุงลอนดอน อย่าง อาร์เซนอล และ เชลซี ในช่วงเวลาห่างกันแค่ 3 วัน เกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2010 หรือช่วงท้ายฤดูกาล 2009/10 ที่พวกเขากำลังขับเคี่ยวกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

โดยประตูแรกเกิดขึ้นในวันที่ 14 เมษายน 2010 เมื่อ เจอร์เมน เดโฟ จ่ายบอลทะลุช่องเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ เบล สปีดหนีตัวประกบไปแปผ่านมือ มานูเอล อัลมูเนีย ให้สเปอร์ส หนีห่าง 2-0 ก่อนจบเกมด้วยสกอร์ 2-1 จากนั้นวันที่ 17 เมษายน 2010 เป็นอีกครั้งที่ เบล ยิงให้ทีมหนีห่าง 2-0 ด้วยการทำชิ่งกับ โรมัน พาฟลิวเชนโก้ ทางกราบซ้าย ก่อนเผาเครื่อง เปาโล แฟร์เรร่า หลุดไปซัดผ่านมือ ปีเตอร์ เช็ก ก่อนจบเกมด้วยการเปิดบ้านเฉือน เชลซี 2-1

7. ประตูมหัศจรรย์ในเกมสโต๊ค

ฤดูกาล 2010/11 ลูกทีมของ เรดแนปป์ ออกสตาร์ตไม่ดีนัก เมื่อเปิดฉากด้วยการเปิดบ้านเสมอ แมนฯ ซิตี้ 0-0 ก่อนหวุดหวิดจะเสมอกับ สโต๊ค ซิตี้ ต่อเนื่อง แต่โชคดีที่ได้ เบล พัง 2 ประตู เบียดเอาชนะไปได้ 2-1 โดยเฉพาะประตูที่ 2 ซึ่งดาวเตะทีมชาติเวลส์ฉายแววนักเตะระดับโลก จากจังหวะที่ อารอน เลนน่อน ครอสบอลจากกราบขวาเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ เบล วอลเลย์ตามน้ำเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลงามหยด

สุดท้ายฤดูกาลดังกล่าว สเปอร์ส จบซีซั่นในอันดับที่ 5  ได้เพียงตั๋วยูฟ่า ยูโรป้า ลีก แม้จะทะลุเข้าถึงรอบควอเตอร์ไฟนอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ตาม กระนั้นผลงานส่วนตัวของ เบล ถือว่ายอดเยี่ยมกระเทียมดอง เมื่อยิงไป 11 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 41 นัด คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกและเวลส์ พร้อมติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ด้วย

6. โซโล่ยิงปิศาจแดง

เดือนกันยายน 2012 ช่วงต้นของฤดูกาล 2012/13 พลพรรค “ไก่เดือยทอง” มีคิวเดินทางออกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมสถิติที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อพวกเขาไม่อาจบุกไปเอาชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้ตั้งแต่ปี 1989 หรือกว่า 23 ปี เข้าไปแล้ว แต่คราวนี้แตกต่างออกไป เมื่อ สเปอร์ส พังประตูนำห่างไปถึง 3-0 ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะ 3-2 พร้อมช็อตในความทรงจำของ เบล ต่อหน้าสาวก “ปิศาจแดง” 75,000 คน ในสนาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในนาทีที่ 32 จากจังหวะสวนกลับเร็ว มูสซ่า เดมเบเล่ จ่ายบอลให้ เบล กระชากจากกลางสนามหนี ริโอ เฟอร์ดินานด์ หลุดเข้าเขตโทษฝั่งขวาไปยิงหักข้อหนีมือ อันเดอร์ส ลินเดการ์ด ตุงตาข่ายเหนือชั้น ถือเป็นอีกหนึ่งประตูที่แสดงให้เห็นพัฒนาที่เด่นชัดของดาวเตะทีมชาติเวลส์ พร้อมจบฤดูกาลด้วยผลงาน 12 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 42 นัด

5. แฮตทริกบนเวทีพรีเมียร์ลีก

นอกจากประตูโซโล่เดี่ยวในเกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว การกระซวกแฮตทริกในเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า เละเทะ 4-0 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2012 ก็ถือเป็นโมเมนต์แห่งความทรงจำของ เบล เพราะถือเป็นแฮตทริกแรกของดาวเตะทีมชาติเวลส์ นับตั้งแต่ประเดิมสนามเมื่อปี 2007 และเป็นแฮตทริกเดียวตลอดการลงสนามบนเวทีพรีเมียร์ลีก ก่อจได้โอกาสหวนกลับมาสานต่อสถิติในฤดูกาลนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่วิลล่า ปาร์ค หลัง สเปอร์ส ออกนำ 1-0 จากผลงานของ เจอร์เมน เดโฟ ในนาทีที่ 57 ถัดมา 4 นาที เบล กระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นยกแผง ไปเตะหลบ แบร๊ด กูซาน แล้วแปโล่ง ๆ เข้าไป จากนั้นในนาทีที่ 73 เบล นับบอลขาก เลนน่อน หลุดไปยิงจ่อ ๆ ตุงตาข่าย และในนาทีที่ 84  กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน หลุดเข้าเขตโทษฝั่งขวาไปปาดเข้ากลางให้ เบล ซัดจ่อ ๆ ไม่เหลือซาก

4. มิสไซล์ฟรีคิกในเกมกับลียง

14 กุมภาพันธ์ 2013 วันวาเลนไทน์ ดาวเตะทีมชาติเวลส์แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสังหารฟรีคิกอันเอกอุไม่แพ้ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ไอดอลคนที่ 2 ของเขา ต่อจาก ไรอัน กิ๊กส์ เมื่อกระซวกฟรีคิกปลดวิญญาณ 2 ลูก ช่วยให้ สเปอร์ส เปิดรังไวท์ ฮาร์ท เลน เบียดชนะยอดทีมจากฝรั่งเศส อย่าง โอลิมปิก ลียง 2-1 ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ของศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนั้น สเปอร์ส ดันไปตกม้าตายพ่าย บาเซิ่ล ในการดวลจุดโทษ หลังเสมอกันด้วยสกอร์รวม 4-4 ปิดฉากขวบปีด้วยอันดับ 5 บนเวทีพรีเมียร์ลีก ชวดตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ส่วนฟุตบอลถ้วยในประเทศอย่าง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ก็ไปไกลสุดแค่รอบ 4 แม้ เบล จะยิงไปถึง 26 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 44 นัด ก็ตาม

3. ประตูชัยท้ายเกมดับเวสต์แฮม

ก่อนหน้าที่จะชวดตั๋วไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการมีแต้มตามหลังอริร่วมกรุงลอนดอน อาร์เซนอล เพียง 1 คะแนนนั้น สเปอร์ส เกือบจะหลุดวงโคจรอยู่รอมร่อ เมื่อบุกไปเยือนโบลีน กราวด์ ของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และทำท่าว่าจะเก็บได้เพียงคะแนนเดียว หลังเจ้าบ้านได้ทีเด็ดของ แอนดี้ คาร์โรลล์ กับ โจ โคล ยิงคนละประตูยื้อเกมเสมอกัน 2-2 ชนิดที่ว่าสาวก “ไก่เดือยทอง” ถอดใจกันหมดแล้ว

แต่หนึ่งเดียวในสนามที่ยังคงมุ่งมั่นกับการคว้า 3 คะแนน คือ เบล ที่ได้บอลหน้าเขตโทษระยะประมาณ 30 หลา พร้อมกำแพงรถบัสของผู้เล่น “ขุนค้อน” ทั้ง 11 คน เจ้าตัวไม่พูดพล่ามทำเพลงแต่งบอลเข้าเท้าซ้ายข้างถนัด ก่อนตะบันเต็มข้อส่งบอลพุ่งเป็นจรวดเสียบเสางามหยด ชนิดที่ว่า ยุสซี่ บัสเคไลเน่น ได้แต่จ้องมองด้วยสายตา เก็บชัยชนะอันล้ำค่าต่อความหวังลุ้นท็อปโฟร์ต่อไป

2. เผาเครื่องอินเตอร์ไปกลับ

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2010/11 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร สเปอร์ส อยู่ร่วมกลุ่มกับ อินเตอร์ มิลาน, ทเวนเต้ และ แวร์เดอร์ เบรเมน ก่อนจะผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม พร้อมฝ่าด่าน เอซี มิลาน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย น่าเสียดายที่ถูก เรอัล มาดริด เขี่ยตกรอบควอเตอร์ไฟนอล กระนั้นในส่วนของ เบล ได้ฝากผลงานอันเอกอุเอาไว้ในเกมกับ อินเตอร์ ทั้ง 2 นัด

เริ่มจากเกมแรกที่จูเซ็ปเป้ เมียซซ่า ซึ่งแม้ สเปอร์ส จะบุกไปแพ้ อินเตอร์ 3-4 แต่ เบล ก็สามารถที่จะซัดแฮตทริกแรกและแฮตทริกเดียวบนเวทียุโรปได้สำเร็จ หนึ่งในนั้นคือการกระชากจากครึ่งสนามฝ่า ไมคอน, ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ และ วอลเตอร์ ซามูเอล หลุดเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายไปซัดผ่านมือ ชูลิโอ เซซาร์ เสียบเสาไกล ส่วนเกมสองที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ที่ “ไก่เดือยทอง” ล้างแค้นด้วยสกอร์ 3-1 ตัวของ เบล ยิงไม่ได้ แต่ยังแอสซิสต์ไป 2 ลูก พร้อมเผาเครื่องหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นอย่าง ไมคอน กลายเป็นเด็กประถมไปเลย

1. หวนคืนสู่อ้อมอกไก่เดือยทอง

อย่างที่ทราบกันว่าช่วงซัมเมอร์ 2013 เป็น เรอัล มาดริด ที่ยอมทุ่มเงินค่าตัวสถิติโลกเซ็นสัญญา เบล ไปผนึกกำลังกับ โรนัลโด้ ซึ่งดาวเตะทีมชาติเวลส์ก็พัฒนาฝีเท้าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ด้วยผลงาน 105 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ 251 นัด พร้อมสถิติที่เหนือกว่าตำนานหลายคน แต่กลับไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังกลายเป็นตัวปัญหาของ “ราชันชุดขาว” ไปเสียอย่างนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงเจ้าตัวต้องฝืนลงสนามทั้งที่ยังเจ็บต่อเนื่องในช่วงหลายปีแรก

แต่ท่ามกลางปัญหามากมาย สเปอร์ส พร้อมที่จะแบกรับภาระค่าเหนื่อยของ เบล เพื่อพาดาวเตะรายนี้กลับคืนสู่บ้าน แม้พวกเขาจะเป็นหนี้ก้อนโตจากการก่อสร้างสนามแห่งใหม่มูลค่า 1,000 ล้านปอนด์ และไม่สามารถการันตีได้ว่า ดาวเตะวัย 31 ปี จะสร้างความมหัศจรรย์ในสนามเหมือนเมื่อ 7 ปีก่อน ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ นี่คือการเสริมทัพครั้งใหญ่สุดในรอบหลายปีของ สเปอร์ส ที่ทำให้แฟนบอลอาจคาดหวังถึงการกลับไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง หลังเคยผ่านเข้าชิงชนะเลิศมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2018/19

เบล กล่าวถึงการย้ายทีมครั้งนี้ว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีในการย้ายทีม ผมคิดถึงเรื่องการย้ายกลับมาเสมอ ผมรู้สึกว่าสเปอร์สเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับผม ผมรู้สึกกระหาย เต็มไปด้วยแรงจูงใจที่จะทำผลงานที่ดีที่สุดเพื่อทีม และนำพาประสบการณ์ที่ได้รับจากเรอัล มาดริด มาสู่ห้องแต่งตัว เอาจริง ๆ ผมอดทนรอที่จะลงสนามไม่ไหวแล้ว”

นี่คือ 10 โมเมนต์น่าจดจำของ แกเร็ธ เบล กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

หากท่านชื่นชอบบทความของเรา ติดตามได้ที่ สปอร์ตพูลออนไลน์ ข่าวฟุตบอล วงการกีฬาไทย และต่างประเทศ วิเคราะห์บอล ทีเด็ดบอลชุด เซียนสเต็ป