8 นัดชิงในความทรงจำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ปี 2020 ได้คู่ชิง ปารีส VS บาเยิร์น ก่อนชมนัดนี้ เรียกน้ำย่อย 8 นัดชิงในตำนานกัน
8 นัดชิงในความทรงจำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ปี 2020 ได้คู่ชิง ปารีส VS บาเยิร์น ก่อนชมนัดนี้ เรียกน้ำย่อย 8 นัดชิงในตำนานกัน

8 นัดชิงในความทรงจำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก / เกื้อบ้านไกล

หลังต้องขายผ้าเอาหน้ารอด ปรับระบบให้เข้ากับยุควิกฤติเชื้อร้ายโคโรน่าไวรัส จากเดิมเตะเหย้า-เยือนบ้านใครบ้านมัน มาเล่นสนามกลางแบบนัดเดียวรู้ผลคล้ายๆ บอลทัวร์นาเมนต์ใหญ่

ผ่านไปเกือบ 2 อาทิตย์ในที่สุดก็ได้คู่ชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องบอกว่าการเจอกันระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั้นสมน้ำสมเนื้อ และเป็นอีกเกมนัดชิงที่น่าติดตามมากๆ

งานนี้ใครจะหมู่ ใครจะจ่า ก็คงต้องไปวัดกันในวันที่ 23 สิงหาคม เวลา 02.00 น.

ส่วนหน้ากระดาษแผ่นนี้จะเป็นการเรียกน้ำย่อย แอดมินจะพาขึ้นไทม์ แมชชีน ย้อนไปดู 8 เกมนัดชิงสุดมันส์ ที่เชื่อว่ายังคตราตึงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ขออนุญาตเอาที่แอดมินเกิดทันคือนับเฉพาะในชื่อ ยูฟ่า แชมเปี้ยนศ์ลีก ตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา

1999 แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 บาเยิร์น

ประตู : 0-1 บาสเลอร์ น.6, 1-1 เชอร์ริงแฮม น.90+1, 2-1 โซลชาร์ น.90+3

จริงๆ ในปีนั้นทั้งสองทีมเคยเจอกันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งต้องบอกว่ากินกันไม่ลงเสมอกัน 2-2 ดังนั้นเมื่อโคจรมาเจอกันอีกทีในเกมนัดชิง ใครๆ ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นเกมที่สูสีอีกแน่ๆ

เกมนี้ บาเยิร์น ชิงนำก่อนจากฟรีคิกของ มาริโอ บาสเลอร์ ในช่วงต้นเกม แถมดูจะคุมเกมได้ดีกว่านิดๆ แต่สุดท้ายเจอทีเด็ดโกงตายของ ผีแดง มารัว 2 ประตูรวดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บแย่งแชมป์ไปแบบสุดดราม่า

2000 เรอัล มาดริด 2-1 เลเวอร์คูเซ่น

ประตู : 1-0 ราอูล น.8, 1-1 ลูซิโอ น.13, 2-1 ซีดาน น.13

ห้างขายยา ในปี 2000 คือหนึ่งในทีมที่น่ากลัวมากๆ พวกเขาระดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมากมาย การทะลุเข้าชิงไม่มีคำว่าฟลุ๊กเพราะผ่าน 2 ทีมใหญ่จากลีกอังกฤษ มาได้ทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด

และแม้ว่าจะโดน ราอูล ยิงนำอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาก็สู้ได้สูสีและตีเสมอคืนได้จาก ลูซิโอ ทว่า เรอัล มาดริด ชุดกาลาติกอส คือของแท้ที่หาใครเทียบยาก จังหวะฮาล์ฟวอลเลย์ประตูชัยของ ซีดาน คือหนึ่งในลูกยิงสุดคลาสสิกจนถึงตอนนี้

2005 ลิเวอร์พูล 3-3 มิลาน (ลิเวอร์พูล ชนะจุดโทษ 3-2)

ประตู : 1-0 มัลดินี่ น.1, 2-0 เครสโป น.39, 3-0 เครสโป น.44, 3-1 เจอร์ราร์ด น.54, 3-2 ซมิเซอร์ น.56, 3-3 อลอนโซ่ น.60

หนึ่งในเกมดราม่าที่สุดในประวัติศาสตร์แชมเปี้ยนส์ลีก นิยามสั้นๆ สำหรับเกมนี้คือ “ปาฏิหารย์แห่งอิสตันบูล” เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า เอซี มิลาน ที่ออกนำก่อนในครึ่งแรก 3-0 จะกลายมาเป็นผู้แพ้ในตอนจบ

เอาจริงๆ แฟนบอล “หงส์แดง” หลายคนปิดไฟหนีนอนไปแล้วด้วย แต่ เจอร์ราร์ด, ซิมิเซอร์ และ อลอนโซ่ ช่วยกันยิงพาทีมกลับมาสู่เกม ก่อนได้แรงใจที่ดีกว่าไปซัดจุดโทษชนะชนิดสะใจกองเชียร์ที่ดูจนจบเกมมากๆ

2006 บาร์เซโลน่า 2-1 อาร์เซนอล

ประตู : 0-1 แคมป์เบลล์ น.37, 1-1 เอโต้ น.76, 2-1 เบเล็ตติ น.80

การเข้าชิงชนะเลิศหนเดียวของ อาร์เซนอล รวมถึงชายที่ชื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ กลายเป็นหนึ่งในฝันร้ายที่ยังคงตามหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน เพราะมันคือโทรฟี่ย์เดียวที่ขงเบ้งจากแดนน้ำหอม ไม่สามารถคว้ามาได้

จริงๆ “ปืนใหญ่” นั้นสู้ได้ดีมากๆ แม้จะเหลือ 10 คนตั้งแต่นาที 18 หลัง เยนส์ เลห์มันน์ โดนไล่ออก แต่พวกเขาก็มาออกนำก่อนจาก แคมป์เบลล์ น่าเสียดายคนน้อยกว่าเลยสู้ยาก สุดท้ายโดยอิทธิฤทธิ์ของ เอโต้ และ เหยินน้อย ในช่วงพีกๆ พลิกเกมจนได้

2008 แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 เชลซี (แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะจุดโทษ 6-5)

ประตู : 1-0 โรนัลโด้่ น.26, 1-1 แลมพาร์ด น.45

แม้ว่า อัฟราม แกรนท์ จะไม่ใช่กุนซือชื่อดัง และถูกปรามาสฝีมือไว้พอสมควรในการเข้ามาคุม เชลซี แต่กลับเป็นกุนซือโนเนมอย่างเขาที่ทำฝันของ เสี่ยหมี เป็นจริงด้วยการเข้าชิงชนะเลิศ ยูซีแอล เป็นสมัยแรกของสโมสร

แต่ทุกอย่่างเหมือนสวรรค์เล่นตลก สิงห์บลู สู้กับ ผีแดง ได้แบบสูสีจนเสมอกัน 1-1 ต้องยิงจุดโทษตัดสิน ทั้งๆ ที่ โรนัลโด้ พลาดก่อนแล้ว แต่คนสุดท้ายที่จะยิงปิดเกม จอห์น เทอร์รี่ ดันลื่นจนยิงพลาดอย่างเหลือเชื่อ สุดท้ายกลายเป็นการต่อลมหายใจให้ ผีแดง แย่งแชมป์ไปเฉยเลย 

2012 เชลซี 1-1 บาเยิร์น (เชลซี ชนะจุดโทษ 4-3)

ประตู : 0-1 มุลเลอร์ น.83, 1-1 ดร็อกบา น.88

ทั้งๆ ที่ โรมัน อบราโมวิช ระดมทุนจ้างยอดโค้ชแห่งยุคมามากมาย แต่ในถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกโฉลกกับกุนซือโนเนมมากกว่า ให้หลัง 4 ปีที่มอสโก พวกเขาได้ิชิงอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ

งานนี้บอกเลยลุ้นกันระทึกสุดๆ บาเยิร์น นำก่อนจาก มุลเลอร์ นาที 83 ใครๆ ก็คิดว่าแชมป์คงเป็นของทีม เสือใต้ ทว่า ดร็อกบา กลายเป็นฮีโร่ของ “สิงห์บลู” หลังโขกตีเสมอก่อนหมดเวลา 2 นาที รวมถึงเป็นคนยิงจุดโทษคนสุดท้ายส่งทีมคว้าแชมป์หูยักษ์เป็นสมัยแรก

2013 บาเยิร์น 2-1 ดอร์ทมุนด์

ประตู : 1-0 มันด์ซูคิช น.60, 1-1 กุนโดกาน (จุดโทษ) น.68, 2-1 ร็อบเบน น.89

การชิงกันเองระหว่าง 2 ทีมจากเยอรมัน ต้องบอกว่าสมศักดิ์ศรีมากๆ อย่าง ดอร์ทมุนด์ ก็โค่น มาดริด จากการยิง 4 ประตูของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ส่วน บาเยิร์น แชมป์เก่าก็ถล่มทั้ง ยูเวนตุส (4-0) และ บาร์เซโลน่า (7-0) มาแบบขาดลอย

พอสู้กันจริงๆ ก็สนุกสูสีสมราคา บาเยิร์น นำก่อนจาก มันด์ซูคิช นาที 60 แต่อีก 8 นาทีต่อมา ดอร์ทมุนด์ ก็ตีเสมอจากจุดโทษของ กุนโดกาน เกมทำท่าว่าจะต่อเวลาพิเศษ แต่ก่อนหมดเวลานาทีเดียว ร็อบเบน สิงห์อีซ้ายผ่านตลอดก็มายิงประตูชัยก่อนหมดเวลานาทีเดียว

2014 เรอัล มาดริด 4-1 แอตเลติโก มาดริด

ประตู : 0-1 โกดิน น.36, 1-1 รามอส น.90+3, 2-1 เบล น.110, 3-1 มาร์เซโล่ น.118, 4-1 โรนัลโด้ (จุดโทษ) น.120

การเจอกันของ 2 ทีมจากชาติเดียวกัน มักจะสร้างเกมที่ตื่นเต้นได้อยู่เสมอ หนนี้พิเศษกว่าเดิมนิดๆ นอกจากจะเป็น 2 ทีมจากชาติเดียวกันแล้ว ยังเป็นหนแรกที่ 2 ทีมจากเมืองเดียวกันได้ชิงกันในรายการนี้

เกมโดยรวมต้องบอกว่า แอต.มาดริด ทำได้ดีกว่าชัดเจน นำก่อนจาก โกดิน นาที 36 เกมทำท่าว่าจะเป็นแชมป์สมัยแรกของ ตราหมี แต่ รามอส มาโกงตายโขกตีเสมอนาที 90+3 ซึ่งพอยื้อไปต่อเวลาพิเศษได้ ดูเหมือน ราชันชุดขาว จะขวัญกำลังใจดีกว่ารัวเพิ่มได้อีก 3 ประตู จบเกมแบบสกอร์ห่างเกินจริง

และนี่ก็คือ 8 นัดชิงในความทรงจำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หากท่านชื่นชอบบทความของพวกเรา ติดตามพวกเราได้ที่ Sportpool.online ข่าวฟุตบอล วงการกีฬาไทย และต่างประเทศประเทศ : ฟุตบอลพรีเมียลีก ทีเด็ดบอลชุด เซียนสเต็ป